Tag Www w Www 0search T Www g T Tag searcha Service Mortgagecompaniesloans searchww Tag s Tag 0rsearchhsearch Tag M Mortgagecompaniesloans rsearchga Mortgagecompaniesloans e Service o Www psearchnsearches
o Tag n Service Service s Service a Tag ch Service 0wwsearchg%B7%C9%BB%FA%B3%D5%BA%BAgaobao%26status%3D2%26portalId%3D%26gid%3D14400464191%26itemsId%3Dc
m%B7%C9%BB%FA%B3%D5%BA%BAa Tag i Mortgagecompaniesloans sl Www a Tag s Service
searchTasearch | รักลูก ลุยธุรกิจวิจัย (posted on 19/09/2007) |
รักลูกกรุ๊ป ขยายไลน์ ธุรกิจวิจัย-เทรนนิง-ประเมินผล รับกระแส ซีเอสอาร์โต พร้อมทุ่ม 40 ล้าน ผุดดิสนีย์ เลิร์นนิ่ง ทาวน์ สื่อการเรียนรู้ควบคู่บันเทิง นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทรักลูก กล่าวว่า รักลูกจะจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้น เพื่อให้บริการด้านวิจัย ฝึกอบรม และรับประเมินผลภายนอกให้กับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะฐานข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมอง ครอบครัว ชุมชน สตรี และ ผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกระแสการเติบโตขององค์กรต่างๆ เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) รวมถึงแนวโน้มเรื่องการบริหารองค์ความรู้ ที่องค์กรต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญในการทำตลาดเพื่อสังคม ขณะเดียวกันยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของรักลูกกรุ๊ป ในการเป็นองค์กร ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ทุกเรื่องในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องแม่และเด็ก ครอบครัว แต่ขยายไปถึงชุมชนและสังคมด้วย ปัจจุบัน รายได้ของรักลูกกรุ๊ป แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจสื่อ ได้แก่ นิตยสาร 4 ฉบับ และรายการโทรทัศน์ 55% ธุรกิจก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์ โดยการดำเนินงานของบริษัท รักลูก เอ็ดดูเท็กซ์ 30% และบริษัท รักลูก ดิสคัพเวอรี่ เลิร์นนิ่ง 15% ซึ่งปีนี้คาดว่า บริษัทจะมีรายได้รวม 500 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน สำหรับบริษัท รักลูก เอ็ดดูเท็กซ์ เป็นบริษัทที่มีการเติบโตสูงสุด หรือเติบโต เพิ่มขึ้นเท่าตัว เนื่องจากได้โครงการก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เช่น โครงการ หอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติ ที่รังสิต คลอง 5 มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท และล่าสุดได้ร่วมมือกับรักลูก ดิสคัพเวอรี่ เลิร์นนิ่ง สร้างดิสนีย์ เลิร์นนิ่ง ทาวน์ ขึ้นที่พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพฯ มูลค่าโครงการ 40 ล้าน บาท โดยนำลิขสิทธิ์นิทานจากดิสนีย์ 6 เรื่อง มาสร้างเป็นเมืองเทพนิยาย เป็นสื่อในการเรียนรู้ของเด็ก โดยอาศัยความบันเทิงเข้า มาเชื่อม |
| มองมุมใหม่ : ฉลาก...เรื่องราวชีวิตผลิตภัณฑ์ (posted on 19/09/2007) |
ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค เมื่อสักทศวรรษที่ผ่านมา เวลาที่พวกเราจะซื้อสินค้าสักชิ้นหนึ่งนั้น คงไม่ค่อยมีใครใส่ใจว่าสินค้าชิ้นนั้น ผลิตขึ้นมาอย่างไร กระบวนการผลิตเป็นอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้เป็นอย่างไรบ้าง ใครเป็นผู้ผลิต ขนส่งมาถึงจุดขายได้อย่างไร รวมถึงการผลิตสินค้าดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างไรบ้าง ฯลฯ แต่ในขณะนี้ หลังจากที่ลูกค้าผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย จนเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของผลกระทบจากสภาพแวดล้อม ที่ใกล้ตัวมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมาก และได้เริ่มมีหลากหลายกิจการระดับโลก นำเอา "ฉลากในการสร้างเรื่องราว (Life Story Label)" มาใช้เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทราบถึงแนวคิดเบื้องหลังภาพลักษณ์ที่งดงามของกิจการ และทราบถึงคุณค่าที่กิจการมอบให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่เพียงแต่กลุ่มลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสังคม สภาพแวดล้อม และกลุ่มสาธารณะต่างๆ อีกด้วยครับ ดังกรณีของห้างเทสโก้ ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกโลกชื่อดังจากอังกฤษ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในนามของเทสโก้ โลตัส ในบ้านเรานั่นเอง โดยเทสโก้วางแผนที่จะนำเสนอ "ฉลากที่เกี่ยวกับการปลดปล่อยสารคาร์บอน" ที่นับว่าเป็นอันตรายต่อโลกเป็นอย่างยิ่ง โดยจะติดฉลากดังกล่าวกับสินค้าที่ขายในร้านของตนกว่า 700,000 ผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบปริมาณคาร์บอนที่ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ปลดปล่อยออกมาสู่สภาพแวดล้อม และนำไปพิจารณาว่าสินค้าใด จากผู้ผลิตรายใด แบรนด์ไหน ที่ห่วงใยและทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้ ทางเทสโก้เองก็กำลังพัฒนาระบบหน่วยวัดที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลูกค้าเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นเกินไปนักครับ รวมถึงในปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตเครื่องหนังชื่อก้องโลกอย่าง "ทิมเบอร์แลนด์" ก็ได้ริเริ่มการติดฉลากที่เรียกว่า Nutritional Label บนกล่องรองเท้าแต่ละคู่ของตน โดยหากเห็นชื่ออาจจะเข้าใจผิดนะครับว่า จะเป็นการบอกเกี่ยวกับทางด้านโภชนาการของรองเท้า ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะไม่ใช่อาหารสำหรับการบริโภค แต่เป็นการเปรียบเปรยให้ลูกค้าทราบว่า รองเท้าคู่นั้นๆ ผลิตที่ใด และกระบวนการผลิตนั้นส่งผลกระทบใดต่อสภาพแวดล้อมบ้าง รวมถึงวัสดุต่างๆ ที่นำมาผลิตนั้นเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการสื่อสารและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าเกี่ยวกับรองเท้าทุกคู่ที่ท่านซื้อไปครับ พูดถึงสินค้าที่ปลอดภัยไร้กังวล คงจะละเลยไม่กล่าวถึง สินค้าออร์กานิกส์ ไม่ได้ครับ ยิ่งตอนนี้มีข่าวลือระบาดมากมายว่า สินค้าที่โฆษณากันโครมๆ ว่าเป็นออร์กานิกส์ ปลอดสารพิษอย่างนั้นอย่างนี้ ถามว่าจริงๆ แล้ว เชื่อถือได้ขนาดไหน มีหลักฐานใดมายืนยัน ยิ่งสินค้าจากจีนนั้น มีข่าวว่าปลอมปนอะไรต่างๆ มามากมาย ยิ่งทำให้สั่นคลอนความเชื่อมั่นครับ เรียกว่า แม้จะจ่ายมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี ดังนั้น การติดฉลากในเรื่องนี้ คงต้องรัดกุมเข้มงวดและสามารถยืนยันถึงความปลอดภัยเป็นมิตรของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้จริง ดังที่ผลิตภัณฑ์อาหารและน้ำผลไม้ยี่ห้อ Dole ที่ติดฉลากเชิญชวนให้ลูกค้าสามารถไปเที่ยวชมฟาร์มแหล่งผลิตวัตถุดิบของกิจการได้เลย ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ Dole จะมีฉลากที่บรรจุหมายเลขสามหลักที่เป็นรหัสของฟาร์ม ลูกค้าสามารถเข้าไปในเวบไซต์ของ Dole และเข้าไปเช็คตรวจสอบว่า ฟาร์มที่มาของสินค้านั้นอยู่ที่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไร กระบวนการผลิตเชื่อถือได้หรือไม่ และได้รับการรับรองมาตรฐานอะไรบ้าง ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้น นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ไม่มีการใช้หีบห่อ ก็สามารถที่จะพิมพ์ฉลากดังกล่าว บนสิ่งห่อหุ้มของสินค้านั้นๆ เลย เสริมความเชื่อมั่นเข้าไปอีก เช่น กล้วย หรือไข่สด ก็สามารถที่จะพิมพ์ชื่อฟาร์มและรหัสต่างๆ รวมถึงวันหมดอายุบนเปลือกไข่นั้นๆ เลย ซึ่งท่านอาจจะลองเข้าไปดูที่เวบไซต์ของ MyFreshEgg หรือ Wheresyoursfrom ก็ได้ครับ และท่านก็จะได้ทราบข้อมูลรายละเอียดมากมายของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ตั้งแต่ประเทศต้นทาง ประวัติความเป็นมาของแหล่งผลิต ปริมาณการผลิต วันที่ผลิต วันหมดอายุ ระดับความเป็นกรดด่าง ข้อมูลการทดสอบจากสถาบันต่างๆ เป็นต้น โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคในหลายๆ ประเทศที่ก้าวไกลทางเทคโนโลยี ก็ไม่ต้องมาเช็คอ่านข้อมูลจากเวบไซต์แล้วครับ เพราะอาจจะช้าไปไม่ทันท่วงทีต่อการตัดสินใจซื้อในขณะนั้น จึงต้องมีอุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้ในการอ่านข้อมูลจากรหัสบนสินค้าต่างๆ ได้โดยตรงทีเดียว เช่น ชาวญี่ปุ่นปัจจุบัน เริ่มมีการบรรจุซอฟต์แวร์ที่ใช้อ่านโค้ดต่างๆ ไว้ในโทรศัพท์มือถือของตน ดังนั้น ไม่ว่าจะไปเจอสินค้าอะไรที่อยากตรวจสอบ และอยากทราบข้อมูลต่างๆ ก็สแกนได้ทันที จะได้รายละเอียดมากมายที่ไม่สามารถจะใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์ หรือหีบห่อของสินค้าได้ไว้ใช้ในการตัดสินใจซื้อ ไม่เพียงแต่ข้อมูลความเป็นมิตรและความปลอดภัยของสินค้าต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้นนะครับ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งเริ่มอยู่ในความสนใจของลูกค้าก็คือ แหล่งที่ผลิต หรือ ประเทศผู้ผลิตด้วย โดยการใช้จุดขายว่าผลิตในประเทศ ที่แม้ว่าจะมีต้นทุนแพงสักหน่อย แต่ก็เป็นประเทศที่ห่วงใยใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไม่ปลดปล่อยสารพิษ ไม่กดขี่ข่มเหงเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกอื่นๆ รวมถึงมีความเข้มงวดเรื่องคุณภาพมาตรฐานในการผลิตที่เชื่อถือได้ ซึ่งประเด็นประเทศต้นแหล่งผลิตนี้ ทำให้สามารถนำไปต่อสู้กับสงครามราคาจากผู้ผลิตในประเทศต้นทุนต่ำ แต่ไม่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติสารพัดรูปแบบอย่างนี้ครับ ดังเช่น กิจการเสื้อผ้าสิ่งทอที่ชื่อ American Apparel ที่ยืนหยัดให้มีแหล่งผลิตในลอสแองเจลิส ที่แม้ว่าจะมีต้นทุนค่าแรงและโสหุ้ยต่างๆ สูงกว่าในประเทศจีนถึงหลายๆ เท่าตัว แต่ก็ยืนยันที่จะใช้โลเคชันนี้เป็นหลัก และยึดมั่นในมาตรฐานการทำงานของตนอย่างเคร่งครัด รวมถึงเน้นย้ำว่าเป็นการสร้างงานในประเทศให้กับบุคลากรกว่า 5,000 คน ซึ่งเป็นการลดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับท้องถิ่นอีกด้วยครับ คล้ายคลึงกับอีกหลายกิจการด้านการ์เมนท์ที่ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในสมรภูมิของตนได้อย่างมั่นคงเช่นกัน ดังนั้น การทำ Eco Life Story Label ดังกล่าว จึงไม่ใช่ประเด็นที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปครับ และกิจการบ้านเราน่าจะนำมาพิจารณาดำเนินการกันเสียแต่เร็ววันนี้ เพื่อที่จะเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกิจการและผู้บริโภค รวมถึงร่วมกันสร้างสรรค์สังคมและสภาพแวดล้อม ในยุคที่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มที่ ก่อนที่ภัยพิบัติจะมาถึงตัวเราทุกคนครับ |
| Dentsu Rising (posted on 19/09/2007) |
TOKYO Dentsu's idea of a corporate retreat is a long way from the cushy get-togethers favored by most Western ad agencies. On July 26, some 300 young employees braved what is a hallowed annual tradition for the Japanese agency: a grueling climb up the country's highest peak, the 12,388-foot Mount Fuji. On the hot, humid day, the staffers weathered two hours of pouring rain before moving higher into freezing temperatures as the sun set. After a brief rest, they battled rocky volcanic soil and altitude sickness, inching upward in the pitch black, in order to see the sunrise from the summit. It could have been worse. The agency used to treat the expedition as a race. Dentsu has charted its own course in marketing communications, arriving at a pinnacle of its own as an industry anomaly. For the Fuji group, mostly young graduates embarking on lifetime employment at the world's largest ad agency, it was an initiation into a corporate culture uniquely formed in postwar Japan. The climb is a seminal symbolic eventJuly's was the 80th such expedition, a tradition that began in 1925 and, aside from a temporary halt during World War II, has continued unimpeded ever since. This year, for the first time, two Westerners made the climb: Americans Tim Andree, Dentsu America's new CEO and a former exec at two of Dentsu's biggest clients, Toyota and Canon; and Mike Wilson, a former Ogilvy & Mather group creative director who joined Dentsu America in December as chief creative officer. The arduous Fuji ascent is intended to instill a "fighting spirit" among staffers. But American observers might view Andree and Wilson's involvement more figuratively, as they embark on their own uphill battle to carve out credibility for Dentsu in the U.S., and position the agency as something more than a service operation for Japanese clients. iWww Mortgagecompaniesloans Tag Service Mortgage Companies Loans dNews :: Dentsu (Thailand) Ltd.z o i Mortgage Companies Loans Mortgage Companies Loans Mortgage Companies Loans pWww Mortgagecompaniesloans Tag Service Mortgage Companies Loans dNews :: Dentsu (Thailand) Ltd.b r Fast |